เกี่ยวกับเรา

เกี่ยวกับเรา

วิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนแห่งเอเชีย  มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 มีนาคม  2553  ตามมติที่ประชุมของสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครั้งที่ 16/2552เพื่อเป็นหน่วยงานในกำกับของมหาวิทยาลัยที่มีการบริหารจัดการเองรูปแบบใหม่ที่รวดเร็ว เป็นวิทยาลัยสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นต้นแบบของการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนทั้งทางด้านพลังงาน อาหารและสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปสู่การพัฒนาท้องถิ่น  สังคม  ประเทศและภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกได้  โดยได้รับมอบพื้นที่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของวิทยาลัยและชุมชนต้นแบบแห่งการพึ่งพาตนเองภายใต้ชื่อโครงการ “Chiang Mai World Green City”

วิสัยทัศน์

วิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จะเป็นวิทยาลัยชั้นนำแห่งเอเชียที่จะพัฒนาให้เกิดเทคโนโลยีและสร้างเศรษฐกิจในชุมชน  การใช้พลังงานทดแทน การรักษาสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของชุมชนให้เกิดสมดุลคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อการอยู่ดี มีสุข ของชาวเอเชียและประชาคมโลก

 พันธกิจ

วิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีภารกิจด้านการวิจัย การให้บริการทางสังคม การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม การให้บริการวิชาการการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก เพื่อการพัฒนาชุมชนของประเทศ และของประชาคมในกลุ่มประเทศเอเชีย ให้ประชาชนในชุมชนอยู่ดีมีสุข  ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีชุมชน การจัดการเศรษฐกิจชุมชน เพื่อการรักษาธรรมชาติ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของความหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก

 

ดร.วรจิตต์ เศรษฐพรรค์​

คณบดี วิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนแห่งเอเชีย (adiCET)

อัตลักษณ์

         วิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนแห่งเอเชีย เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระดับภาค ภูมิภาคและนานาชาติ ทางด้านการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อการวิจัย และการประยุกต์หลักกาบริหารเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสีเขียวสู่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความเป็นอยู่อย่างมีความสุขและยั่งยืน

 

อัตลักษณ์

         วิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนแห่งเอเชีย เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระดับภาค ภูมิภาคและนานาชาติ ทางด้านการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อการวิจัย และการประยุกต์หลักกาบริหารเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสีเขียวสู่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความเป็นอยู่อย่างมีความสุขและยั่งยืน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเป็นวิทยาลัยชั้นนำด้านการพัฒนาชุมชนในเอเชีย ด้านการจัดการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ด้านการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชุมชน
2. เพื่อเป็นวิทยาลัยทำการวิจัยและพัฒนาด้านสังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก และการอยู่รอดของประชาคมในชุมชน
3. เพื่อเป็นวิทยาลัยให้บริการแก่สังคม ด้วยการสาธิตชุมชนจริง การสร้างเครือข่ายชุมชนโลก ชุมชนเอเชีย ชุมชนประเทศไทย การฝึกอบรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี ในสภาวการณ์แห่งความจริงของชุมชน และสังคม  ด้านเศรษฐกิจ  เทคโนโลยี  พลังงานและสิ่งแวดล้อม
4. เพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค ให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดี

สรุปเทคโนโลยีต้นแบบ

พลังงาน

อาคาร

เกษตร

1. โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ระดับชุมชนแบบกระแสสลับ ขนาด 702 kW

2. ระบบ AC Smart Grid ขนาด 25 kW

3. ระบบ DC Smart Grid ขนาด 25 kW

4. ระบบเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา Grid Connected ขนาด 3.5 kW

5. EV Charging Station ป้ายรถเมล์เซลล์แสงอาทิตย์ 2.64 kW

6. ระบบสูบนำ้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร 3 kW

7. เครื่องผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล 20 kW

8. ระบบก๊าซชีวมวลระดับชุมชน 16 m3

9. ระบบก๊าซชีวมวลระดับครัวเรือน 1 m3

10.  เครื่องปั่นไฟฟ้าดีเซล 40 kW และ 100 kW

1. Smart Home AC/DC

2. การอนุรักษ์พลังงาน

3. บ้านประหยัดพลังงานจากโฟม EPS

4. ห้องประชุมประหยัดพลังงาน

5. ห้องเรียนประหยัดพลังงาน

6. บ้านจากวัสดุธรรมชาติ

7. บ้านจากวัสดุราคาถูก

8. ร้านกาแฟ

9. ร้านสะดวกซื้อ

10. ร้านอาหาร

11. ถนนจากขยะถุงพลาสติก 2 km

1. Smart Farm ด้วย ระบบจ่ายน้ำอัจฉริยะ

2. การเกษตรคาร์บอนต่ำ

3. ปุ๋ยอินทรีย์จากระบบไบโอก๊าซ

4. ฟาร์มพืชพลังงาน

 

แนวปฏิบัติที่ดีของการบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย และบริการวิชาการด้านพลังงานชุมชน

         Best Practice ของการบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัยและการบริการวิชาการด้านพลังงานชุมชน ได้เริ่มจากการที่วิทยาลัยฯ ได้จัดการประชุมสัมมนานานาชาติภายใต้หัวข้อ Workshop of Alternative and Renewable Energy for Sustainability “Exploring Technology for Building a Green City” ในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมการสัมมนาประมาณ 40 คน จาก 10 ประเทศ  ในการสัมมนานี้ได้มีการระดมสมองในเรื่องของเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาชุมชนสีเขียว จากการสรุปได้ประเด็นความคิดว่าระบบพลังงานไฟฟ้าของชุมชนควรวิจัยเรื่องพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง  จากนั้น อาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญากเอกของวิทยาลัยฯ ได้เขียนขอทุนไปยัง Office of Naval Research (USA) เพื่อเสนอโครงการ “PV Low Power DC Community Power Grid”  โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกแบบและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ากระแสตรงจากโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อนำส่งไฟฟ้าในชุมชนขนาดเล็ก  จากการวิจัยนี้จึงได้ชุมชนฉลาดเป็นชุมชนต้นแบบซึ่งประกอบด้วยบ้านพักอาศัย 5 หลัง  สำนักงาน ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ และแปลงผัก โดยชุมชนฉลาดนี้ เป็นชุมชนแห่งแรกของโลกที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรงทั้งชุมชนด้วยระบบ DC Power Grid จากโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 25.5 kW  จากงานวิจัยนี้ สามารถพิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าชุมชนสามารถร่วมกันผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้เองได้

          หลังจากงานวิจัยแรกด้าน DC Power Grid เพื่อวางระบบพลังงานให้กับชุมชนฉลาด  งานวิจัยอื่นๆ ของวิทยาลัยฯ ได้ต่อยอดการพัฒนาชุมชนฉลาด และ Chiang Mai World Green City  ด้านพลังงานด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทนด้านอื่น ๆ เช่น AC microgrid ระบบ Biomass Gasifier และระบบ Diesel Generator เพื่อเชื่อมต่อกับ DC Power Grid  อีกทั้ง ได้วิจัยเรื่องระบบก๊าซชีวภาพชุมชนเพื่อผลิตเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในร้านอาหารได้  ซึ่งสามารถทำให้ชุมชนฉลาดเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งพาพลังงานทดแทนได้ 100%  ส่วนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีสีเขียวอื่นๆ คือการเกษตรคาร์บอนต่ำที่ใช้ระบบพลังงานทดแทนในการสูบน้ำและออกแบบด้วย sensor เพื่อประหยัดการใช้น้ำ  นอกจากงานวิจัยจะอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่แล้ว  ทางวิทยาลัยฯ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนาระบบก๊าซชีวภาพของชุมชนขนาด 50 ครัวเรือน ณ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

          จากการที่งานวิจัยต่างๆ ได้ออกแบบมาเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ทางวิทยาลัยฯ จึงวางแผนเพื่อการบริการวิชาการและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน โดยได้เขียนขอทุนเสนอ วช. เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานต่างๆ แก่ชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือ คือโครงการส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าชุมชนต้นทุนต่ำด้วยพลังงานทดแทน  ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทนในชุมชน 5 ศูนย์ ในจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปางและอุตรดิตถ์ โดยหน้าที่ของศูนย์การเรียนรู้ต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปสำหรับผู้ที่สนใจในชุมชนของตนเอง  นอกจากนี้ ทาง วช. ได้สนับสนุนโครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์และโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการได้ถ่ายทอดแก่ผู้นำชุมชนและผู้ที่สนใจมากกว่า 250 คน และได้มอบระบบเซลล์แสงอาทิตย์ให้แก่ชุนชน 4 ระบบ และสร้างระบบก๊าซชีวภาพ 3 ระบบ

          เมื่อวิทยาลัยฯ ได้พัฒนาพื้นที่ของศูนย์แม่ริมภายใต้โครงการ Chiang Mai World Green City ให้เป็นชุมชนต้นแบบที่ใช้พลังงานทดแทนจริง  อีกทั้งวิทยาลัยฯ ได้จัดโครงการและกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ด้านพลังงานทดแทนสู่ชุมชนเป็นจำนวนมาก และการจัดการสัมมนาระดับชาติและนานาชาติทุกปี  จากการบอกต่อกันปากต่อปาก ทางวิทยาลัยฯ จึงได้รับการขอมาดูงานเป็นจำนวนมากตั้งแต่ระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย จนถึงระดับอบต. เทศบาล และอบจ. หน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ  ยกตัวอย่างเช่น นายก อบต. โคกกระโดน จังหวัดนครสวรรค์ได้นำอาสาสมัครพลังงานมาจำนวน 50 คนเพื่อมาดูงานที่วิทยาลัยฯ โดยจุดประสงค์หลักคือเพื่ออยากได้องค์ความรู้ด้านโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ เนื่องจากทาง อบต.ได้รับการติดต่อจากนักลงทุนเพื่อที่จะสร้างโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ และอยากจะปรึกษาหน่วยงานวิชาการด้านผลกระทบต่อต่อชุมชนและพื้นที่  อีกตัวอย่างคือจากสำนักงานพลังงานจังหวัดแพร่ ร่วมกับอบต.ต้าผามอก อ.ลอง จ.แพร่ ได้จัดโครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนและได้เชิญวิทยากรจากวิทยาลัยฯ ไปบรรยาย และจัดการอบรมด้านเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ และมีความประสงค์จะสานต่อโครงการพลังงานทดแทนให้อยู่ในแผนของจังหวัด จึงจะขอให้ตัวแทนของวิทยาลัยฯ เป็นที่ปรึกษาในการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจังหวัดแพร่ต่อไป 

          จากผลงานที่ผ่านมาด้านการวิจัยและการฝึกอบรมด้านพลังงานทดแทน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกับมูลนิธิเอเชียพัฒนาเพื่อความยั่งยืน จึงมีความเห็นว่าบุคลากรของวิทยาลัยฯ มีประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับชุมชนต้นแบบเมืองสีเขียว อีกทั้งพื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์  ขนาด 700 kW  ให้กับชุมชน  กอ.รมน. จึงได้คัดเลือกวิทยาลัยฯ เพื่อดำเนินงานตามชุดโครงการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการตามแนวพระราชดำริ (โครงการขยายผลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านพลังงานทดแทน จังหวัดเชียงใหม่) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ประจำปี 2557 ทางคณะดำเนินงานจึงเห็นว่าการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ให้กับชุมชน ขนาด 700 kW นี้  จะสามารถส่งเสริมให้พื้นที่เป็นต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ให้แก่ชุมชนทั่วไปในเขตภาคเหนือได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนตามแนวพระราชดำริ